ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

หัดนั่ง

๒o ม.ค. ๒๕๖๗

หัดนั่ง

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๗

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๒๙๙๘. เรื่อง “สงสัยในการภาวนา”

กราบนมัสการหลวงพ่อ ผมมีข้อสงสัยในการภาวนา ขอกราบเรียนถามดังนี้ครับ

ในการภาวนาผมมีความเห็นว่า เมื่อจิตถูกทำลายหรือความเห็นเดิมทั้งหมดถูกลบออกไป อาการหรือสิ่งที่ปรากฏขึ้นมามีเพียงแค่อาการรู้อย่างเดียวเท่านั้นที่ดำรงอยู่ โดยปราศจากความเห็นอื่นเจือปนอีกต่อไป

ดังนั้น ความเห็นของผมนี้ผิดถูกประการใด ขอหลวงพ่อเมตตาช่วยแนะนำด้วยครับ

ตอบ : นี่คำถามเนาะ คำถามนี้นะ อย่างนี้โดยทั่วไปสังคมก็สาธุๆ แต่นักปฏิบัตินะ การประพฤติปฏิบัติอย่างนี้ เวลาถามอย่างนี้ถูกไหม ถูก ในการปฏิบัติก็เริ่มต้นอย่างนี้ไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนปุถุชน สอนสัตว์โลกที่มีกิเลสท่วมหัวใจ กิเลสท่วมหัวใจ กิเลสทับถมหัวใจ ทุกข์ยากแสนเข็ญ แล้วไม่มีที่พึ่งที่อาศัย บอกให้เขาทำทาน บอกให้เขาทำบุญกุศลของเขาเพื่อเขาได้ไปเกิดบนสวรรค์ แล้วให้ถือเนกขัมมะ แล้วถ้าจิตใจเขาควรแก่การงาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะแสดงอริยสัจ

จิตใจเขาควรแก่การงาน นี่งานปฏิบัตินี่ไง ถ้าจิตใจเขาควรแก่การงาน เวลาพูดธรรมะกันมันเข้าใจได้

ถ้าจิตใจเขาไม่ควรแก่การงาน โอ้โฮ! ฟังอย่างนี้สาธุ กำลังจะเป็นพระอรหันต์แล้วแหละ ลบไปหมด

นี่ไง คำถามไง “การภาวนาผมมีความเห็นว่า เมื่อจิตถูกทำลายหรือความเห็นเดิมทั้งหมดถูกลบออกไป อาการหรือสิ่งที่ปรากฏขึ้นมามีเพียงแค่อาการรู้อย่างเดียวเท่านั้นที่ดำรงอยู่ โดยปราศจากความเห็นอื่นเจือปนต่อไป ดังนั้น ความเห็นของผมถูกหรือผิดประการใดครับ”

นี่ไง ทำสมาธิ ทำสมาธิมันเป็นอย่างนี้ สมาธิ เวลาถ้ากิเลส มันเครียด มันทุกข์มันยาก อารมณ์ความรู้สึกมันบีบมันคั้น นี่มันเป็นอารมณ์ทั้งสิ้น ถ้าวางได้ๆ กิเลสสงบตัวลง ถ้ากิเลสสงบตัวลงมันจะเป็นสมาธิ มันจะสงบเข้ามา เวลาสงบเข้ามาแล้ว สงบเข้ามา พอมันสงบเข้ามาแล้วมีเหลือแต่อาการรู้

นี่ไง ที่เวลาทางวิชาการ ทางวิชาการเขาบอกว่า “สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้”

ใช่ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ แต่ไม่มีสมาธินะ จิตมันไม่เป็นอิสระ เอ็งคิดอะไรไปมันบวกไปโดยกิเลส บวกไปโดยสมุทัย

จิตที่ถูกทำลาย ความคิดเดิมถูกลบหมด

ถูกลบออกหมด ใช่ ลบออกแล้วเหลืออะไร ก็เหลือจิตไง เหลือจิตก็เหลือแต่ผู้รู้นี่ไง แล้วถ้ามันเป็นจริง ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง เวลามันเป็นข้อเท็จจริงแล้ว ถ้าเป็นมิจฉามันส่งออก พอมันเหลือแต่รู้ กูบรรลุธรรมแล้ว เหลือแต่รู้ กูรู้แจ้งแล้ว เหลือแต่รู้ กูรู้ทุกอย่าง

รู้อะไร

รู้ในตัวเอง

รู้ในตัวเองอยู่ได้นานไหม นักภาวนาจะรู้

เวลาครูบาอาจารย์ เวลามันทุกข์มันยาก มันทุกข์มันยากเพราะกิเลสมันแหย่ เราที่ทุกข์ยาก กิเลสมันแหย่

ทัศนคติ พันธุกรรมของจิต เวรกรรมของจิต มันคอยทิ่มคอยตำ มันคอยยุคอยแหย่ เราเสียเปรียบเขา เราไม่เท่าทันสังคม สังคมรังแกเรา คนนู้นก็ไม่ดี คนนั้นก็ไม่ใช่ มันทิ่มมันตำ

ภาษาเรานะ แล้วใครดีวะ ใครดี

แต่ถ้ามีสติปัญญา เวลาครูบาอาจารย์เราท่านให้ฝึกหัด เริ่มต้นขึ้นมาเวลาบวชพระ เวลาบวชพระ อู้ฮู! สนุกครึกครื้นนะ พานาคไปบวช โอ้โฮ! ญาติโยมไปส่ง แล้วเป็นดาวดวงเด่นเลย เข้าไปในโบสถ์ พอบวชเสร็จเขากลับหมดเลย เหลือคนเดียว เขาพาไปส่งกุฏิ นั่งเหงาแล้วล่ะ หงอยตายเลย 

เวลาไปบวชนะ คนเขาชื่นชม เขา อู้ฮู!

นี่เหมือนกัน เวลามันทุกข์มันยาก มันทุกข์มันยากมันส่งออกหมดน่ะ เวลาถ้ามันจะสงบเข้ามา มันสงบเข้ามาได้อย่างไร แล้วสงบแล้วนะ มันมีปฏิกิริยาร้อยแปด

ไอ้ที่ว่าบรรลุธรรมๆ ใครบรรลุธรรม กูอยากรู้นัก บรรลุธรรม เอ็งจะบรรลุธรรมเรื่องของมึง แต่กูขอคุยด้วยหน่อยหนึ่ง ถามคำเดียวจบครับ หลวงปู่เจี๊ยะถาม มันขาดอย่างไร แล้วมันเหลืออะไร ตอบไม่ได้หรอก

ฉะนั้น เวลาเราอยู่กับหลวงปู่เจี๊ยะ เวลาพระมานี่ โธ่! เราเป็นคนอุปัฏฐากอยู่นะ เรานั่งอยู่หลังหลวงปู่เจี๊ยะ พระองค์ไหนมา “นั่งหลับครับ นั่งหลับครับ แก้หลับครับ”

หลวงปู่เจี๊ยะก็ “พุทโธไวๆ พุทโธไวๆ”

ไอ้ที่มีชื่อเสียงคับฟ้าอยู่นี่ทั้งนั้นน่ะ ใครที่เคยไปถามหลวงปู่เจี๊ยะ กูได้ยินหมดนะมึง กูนั่งอยู่ด้วย

เวลาคนเจ็บไข้ได้ป่วยไปหาหมอมันพูดหมดน่ะ เพราะมันอยากหาย แต่พอเวลาออกจากหมอมามันเก่งกว่าหมอนะ หมอก็แค่เป็นหมอ กูเป็นนายกนะมึง กูใหญ่กว่าหมอ แต่เวลามันไปหาหมอนะ “หมอ หายไหม หมอ หมอ”

นี่ก็เหมือนกัน เวลาไปหาหลวงปู่เจี๊ยะ มันพูดหมด อาการน่ะ เรานั่งฟังหมดน่ะ

นี่พูดถึง เพราะคนถามมันก็รู้ คนป่วยมันบอกอาการ มันต้องรู้ว่ามันเจ็บไข้ได้ป่วย คนที่บอกว่านั่งหลับๆ มึงก็รู้ ก็มึงถามท่านเองว่า “แก้หลับครับ” เขาพูดอย่างนี้เลยนะ “แก้หลับครับ” ก็รู้อยู่ว่าหลับ แล้วเวลาออกจากหลวงปู่เจี๊ยะไปเก่งทั้งนั้นน่ะ ทั้งนั้น

ฉะนั้น เวลาคนที่ทำความสงบของใจ หลวงปู่เจี๊ยะท่านถึงบอกว่าต้องชำนาญในวสี มันต้องมีพุทโธๆๆ กำหนดตลอดเวลา เพราะมันมาแต่เหตุ แล้วถ้าจิตมันสงบ สงบอย่างไร นี่เอาแล้ว จิตสงบหรือเปล่า

แล้วถ้าความชำนาญของท่าน ท่านบอกว่าให้เอาจิตอยู่กับข้อกระดูกเป็นข้อๆ ไป ท่านบอกว่า ต้องอยู่แบบนั้นสองหรือสามชั่วโมงโดยที่มันไม่แฉลบ มันไม่แลบ นั่นน่ะเป็นสมาธิ นั่นน่ะสมถะ เพราะมันอยู่ได้โดยตัวมัน

มันอยู่ได้โดยที่มันแฉลบออก ถ้ามันไปข้อศอก ขึ้นไปหัวไหล่ มันไปคิดเรื่องอื่น นั่นน่ะใช้ไม่ได้ มันยังไม่อยู่ แล้วถ้ามันอยู่ นี่เป็นสมถะคือสมาธิ แล้วเวลาเป็นสมาธิแล้ว ถ้าจิตเป็นสมาธิ ก็อยู่ในข้อเดิมนั่นแหละ แต่มันจะเป็นวิปัสสนา สมถะกับวิปัสสนามันเป็นอย่างไร นี่พูดถึงโดยหลักการ

นี่พูดถึงหลวงปู่เจี๊ยะนะ หลวงปู่เจี๊ยะท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านทำของท่านมา เวลาล้มลุกคลุกคลาน ท่านก็ล้มลุกคลุกคลานมาก่อน ตอนภาวนาใหม่ๆ ท่านบอกเลย คนไปอยู่วัด ๗๐–๘๐ ปีเขานั่งภาวนาได้ ไอ้เราเพิ่ง ๒๐ ปี เราเป็นวัยรุ่น เราเป็นผู้ที่ยังแข็งแรงอยู่ ทำไมภาวนาแพ้เขา อย่างนั้นแสดงว่าเรานิสัยไม่ดี เราเป็นคนเลวทราม ท่านตำหนิตัวท่านเองแล้วก็ฝึกหัดปฏิบัติเอาจนได้ แล้วจนได้ เวลาพูดมันจะเป็นความจริงอย่างนี้

ฉะนั้นบอกว่า ไอ้ที่คำถามนี้ อย่างนี้ถูกไหม ถูก ถูกเพราะอะไร ถูกเพราะเราอบรมบ่มเพาะ เราสอนปุถุชน ปุถุชนคือบริษัท ๔ อุบาสก อุบาสิกา อุบาสก อุบาสิกาเขาภาวนาเป็นหรือเปล่า เขาภาวนายังไม่เป็นของเขาใช่ไหม ก็ต้องฝึกหัดให้เขาภาวนาเป็นของเขา

เวลาภาวนาเป็นของเขา มันจะมีประสบการณ์อย่างนี้ จะไปรู้ไอ้นู่น จะไปรู้ไอ้นี่ นี่แหละคือจิตส่งออก จิตส่งออกคือสมุทัย

สมาธิมันเป็นสมาธิ สมาธิไม่ได้ส่งออก สิ่งที่ส่งออกไป ส่งออกไปรู้ไง เห็นนิมิต เห็นเทวดา ได้ยินเสียงประโคมดนตรีไทย เทวดามา

จิตส่งออกคือสมุทัย

หลวงปู่ดูลย์บอกเลย จิตส่งออกเป็นสมุทัย ผลของการส่งออกเป็นทุกข์

ผลของการส่งออก “เฮ้ย! เสียงดนตรีจริงหรือไม่จริง นิมิตเห็นแล้วมันอย่างไร”

ผลของการส่งออก จิตส่งออกทั้งนั้น แล้วถ้ามันเป็นจริงล่ะ

ถ้าจิตสงบ อาการรู้อย่างเดียวเท่านั้นโดยปราศจากความเห็นอื่นเจือปน

อยู่ได้นานขนาดไหน

เวลาอยู่ได้ อยู่ได้ด้วยพุทโธๆ มันอยู่ของมันได้ แล้วอยู่ได้ เวลาภาวนา ทุกคนภาวนาไป สิ่งที่มันเป็นไป แล้วมันเป็นไป พอมันคลายออกมาเป็นอดีตไปแล้ว แล้วปัจจุบันเป็นอย่างไร

ชำนาญในวสีๆ กำหนดพุทโธตลอดเวลา ฝึกหัดตลอดเวลา เหตุ เหตุ ถ้ามันมีคำบริกรรมอยู่ คือจิตมันเกาะอยู่ที่พุทโธ มันไม่แฉลบไปเรื่องอื่น มันจะไปไหน มันก็ต้องรู้ มันอยู่อาการรู้เฉยๆ รู้อย่างนี้ต้องมีสติ รู้นี้ต้องมีสติค้ำไว้ มีคำบริกรรมดูแลมันอยู่

ไอ้รู้แล้วไป จบครับ

เด็กเวลามันนอนหงายตลอดเวลา แล้วถ้ามันจะหัดคว่ำ ถ้าคว่ำไม่ดีนะ มันคว่ำแล้วมันหายใจไม่ออกตายนะ มันจะหัดคว่ำ หัดคลาน หัดเดิน ปฏิกิริยาของเด็กร้อยแปดพันเก้า แล้วถ้าเด็กมันกินอิ่ม มันมีความสุขของมัน มันเล่นของมันโดยไร้เดียงสา น่ารักๆๆ มันทำอะไรดูน่ารักน่าชังไปหมดน่ะ อาการร้อยแปดเลย แต่ความปรารถนาของพ่อแม่คืออะไร

ให้มันคลานเป็น ให้มันนั่งได้ ให้มันยืน และให้มันเดิน

อาการคลาน อาการนั่ง และอาการยืน นี่อาการโดยหลัก โดยสมาธิ ศีล สมาธิ ปัญญา สติ สมาธิ ปัญญา นี่คือหลักการ

แต่ที่มันคลาน มันคลานไปนะ มันไปโดนน้ำร้อน มันไปโดนเข็มทิ่ม ไปโดนอะไร มันจะร้องไห้ มันจะมีปัญหาร้อยแปดพันเก้า จิตส่งออก รู้ร้อยแปด

เหมือนกัน อาการอย่างนั้นน่ะ แล้วโลกเป็นอย่างนั้น แล้วไม่ใช่เป็นอย่างนั้นธรรมดานะ เด็กมันชีวิตหนึ่งนะ พ่อแม่อีกชีวิตหนึ่ง คนละคนน่ะ แต่จิตเวลามันไปรู้ไปเห็น ใครรู้ใครเห็น มันหลอนทั้งนั้นน่ะ ฉะนั้น สิ่งที่มันรู้มันเป็นน่ะ

ฉะนั้น คำถามว่า เวลาจะให้ฝึกหัด จะให้ฝึกหัดอย่างไร จะให้ภาวนาอย่างไร

จะให้ภาวนาก็ตั้งสติไง อยากจะภาวนาใช่ไหม เรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา เราคิดว่าเราจะทำความสงบของใจของเราเข้ามา ถ้าใจมันสงบระงับเข้ามามันจะเป็นความสุข มีความสุข ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ สมาธินี่ โอ้โฮ! มันหลากหลาย หลากหลายจนว่าฌานเป็นอจินไตย อจินไตย ๔ คือสมาธิ สมาธิอาการของมัน ที่ขอบเขตของมัน อจินไตย ไปได้ทั้งนั้น เพราะวาสนาของคนมันหลากหลายนัก

แล้วคนคนหนึ่ง วาสนาของคนมันก็แตกต่างกัน ตั้งแต่เริ่มต้น ท่ามกลาง และที่สุด มันก็แตกต่างกัน ฉะนั้น จิตสงบไง สงบบ่อยครั้งเข้า สงบบ่อยครั้งเข้าจนเป็นสมาธิ สมาธิคือตั้งมั่น

อย่างที่ว่ามันเหลือแต่อาการรู้

อาการรู้ก็ถูกต้อง เราอยู่กับอาการรู้ แต่อาการรู้เรายืนยัน มันจะอยู่นานแค่ไหนล่ะ อยู่ตลอดไปไหม

เวลาฝึกหัดเกือบตาย ได้เข้าไปจิ่มได้ทีหนึ่ง แล้วก็เสื่อมไปหมด มันเสื่อมตรงไหนล่ะ เสื่อมตรงที่เราไม่มีข้อวัตรปฏิบัตินี่แหละ เราไม่มีกติกากับหัวใจของเรา

กติกาของชาวพุทธ เห็นไหม ก่อนนอนก็ไหว้พระสวดมนต์แล้วนั่งสมาธิ ตื่นนอนแล้วสวดมนต์แล้วก็นั่งสมาธิ นี่กติกาของเรา

ถ้าการฝึกหัดนั่งสมาธิ ถ้ามันมีเหตุมีผลขึ้นมา มันจะรักษาอันนี้ไว้ได้ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันต้องมีเหตุบำรุงดูแลรักษา แล้วถ้าเหตุมันบำรุงดูแลรักษา แต่ถ้ากิเลสมันดื้อ กิเลสมันทิ่มมันตำ จะบำรุงดูแลรักษาขนาดไหนก็ทำให้สงบแบบเดิมไม่ได้ ไม่ได้

แล้วถ้ามันสงบแบบเดิม แค่รักษาสมาธิให้สมาธิมันมั่นคงนะ นี่จิตตั้งมั่นๆ แล้วจิตตั้งมั่นแล้วถ้ามันน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔

เพราะจิตตั้งมั่นแล้วคือจิตตั้งมั่น สมาธิคือสมาธิ สมาธิแล้วมันจะไปรู้เห็นอาการต่างๆ สิ่งที่มันรู้มันเห็นต่างๆ เหมือนอาการของเด็กๆ อาการร้อยแปดพันเก้า ไอ้ที่ส่งออกๆ รู้ทั้งหมด รู้เพราะอะไร

สร้างเวรสร้างกรรมมาขนาดไหน การสร้างเวรสร้างกรรมมา นั่นล่ะช่องทางที่มันจะต้องออกไปก่อเวรก่อกรรมของมันต่อไป แล้วถ้ามันออกไป ออกไปโดยความเจ็บช้ำน้ำใจนะ ออกไปชดใช้เวรใช้กรรมของมันนะ มันมีเวรมีกรรมอะไรของมันน่ะ นี่ส่งออกทั้งนั้น ส่งออกทั้งนั้น ส่งออก

เหมือนเราไง ทำงานแล้วเงินทองไม่พอใช้ก็ไปกู้นอกระบบ ไปกู้นอกระบบแล้ว เวลาใช้หนี้ไม่ทันก็กู้ซ้ำกู้ซ้อนเพื่อจะมาใช้หนี้เดิม

ส่งออกไปแล้วไปเห็นนู่นเห็นนี่ ส่งออกทั้งนั้น มันเป็นเรื่องจิตส่งออก

ทีนี้ คำว่า “จิตส่งออก” จะมีสติปัญญาอย่างไร จะเท่าทันมันอย่างไร จะเท่าทันแล้ว จะรักษาความมั่นคงของสัมมาสมาธิอย่างไร

ศีล สมาธิ ปัญญาไม่เกิดหรอก ไอ้ที่ว่าปัญญาๆ ไอ้ที่ว่าใช้ปัญญาไปเลยๆ ใช้ปัญญาไปเลยมันก็ใช้สามัญสำนึก ใช้ความคิดนี้ไง มันก็สัญญาทั้งนั้นน่ะ มันก็อารมณ์น่ะ มันเป็นอารมณ์ความรู้สึกเราที่มันขับดันออกมาน่ะ เราก็จินตนาการของเราไป มันก็ดีเป็นครั้งเป็นคราว แล้วอย่างไรต่อ

แต่ถ้ามีสติปัญญาควบคุมมันให้ดีนะ มันคิดอะไรนะ แล้วสติปัญญาเท่าทันมันนะ คิดผิด คิดไม่ดี คิดเลวทราม มันละอายนะ วันหลังจะคิดอีกมันเบา นี่ปัญญาอบรมสมาธิ ที่มันใช้ความคิดๆ มันได้แค่นี้แหละ

ฉะนั้น สิ่งที่ว่า สงสัยในการภาวนา

เราไม่ต้องสงสัย เราฝึกหัด เราประพฤติปฏิบัติขึ้นมาเพื่อให้เป็นความจริงของเรา ถ้าเป็นความจริงของเรานะ แค่มีวาสนา แค่นับถือพระพุทธศาสนา นี่ก็บุญกุศลแล้ว ในพระไตรปิฎกนะ แค่เห็นแสงฉัพพรรณรังสีของพระพุทธเจ้า เกิดบนสวรรค์นะ เป็นเทวดา ศรัทธาในพระพุทธศาสนานี่ไปเกิดเป็นเทวดา

อารมณ์ก่อนตาย เวลาตาย ตายด้วยอะไร ตายด้วยความมั่นคงในพระพุทธศาสนา สวรรค์แล้ว อารมณ์นี่แหละ อารมณ์กับอารมณ์มันอาภรณ์ อาภรณ์คืออาภรณ์ของใจ

มนุษย์มีเครื่องนุ่งห่ม เครื่องนุ่งห่มของคนจะเป็นอย่างไร เครื่องนุ่งห่มของกษัตริย์นะ ผ้าเขาทอด้วยทองคำนะ ใช้เส้นทองคำทอ แล้วผ้าเขาไม่ได้ซัก เวลาเขาจะนุ่งห่มเขาจะนุ่งซับใน แล้วไอ้นี่นุ่งห่มอยู่ภายนอก เขาบำรุงรักษาของเขา นี่อาภรณ์ไง

นี่ก็เหมือนกัน อารมณ์ความรู้สึกของคนไง แล้วสิ่งที่อาภรณ์ สิ่งที่เป็นความชั่วร้ายมันขนาดไหน

แค่มีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนานี่เกิดบนสวรรค์นะ อาภรณ์อันนี้มันประคองจิตนั้นไป ฉะนั้น เวลาถ้าจิตมันมีอำนาจวาสนาของมัน มันจะฝึกหัดภาวนาของมัน เราจะรักษาอย่างไร จิตของเราให้มั่นคง

ถ้ามั่นคงนะ จิตตั้งมั่นๆ จิตตั้งมั่นพอน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ มันเห็นกิเลสมันสะเทือนมาก นี่จะเข้าสู่วิปัสสนา

สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน วิปัสสนา ภาวนามยปัญญาเกิดอย่างไร

ไอ้นู่นก็ไม่ต้อง ไอ้นี่ก็ไม่ต้อง แล้วสัพเพเหระ ปัญญาเกิดๆ บรรลุธรรม บรรลุแล้วบรรลุอีก

ส่งโรงพยาบาลกันมาเยอะ มาปฏิบัติอยู่ฝั่งนู้นน่ะ หลายๆ คนมาถามปัญหา เวลาตอบปัญหาไปเขาพูดเลย “หนูกินยาอยู่ค่ะ”

ซึมเศร้า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรไทย แล้วจิตที่มันผิดปกติแล้วเอ็งไปสอนใช้ปัญญา ไอ้นี่มันเท่ากับว่าเสพยาบ้า แล้วมาแล้วให้ยาบ้าเสพสองเท่าเพื่อจะให้มันเพลิดเพลิน แล้วมันไปไหนล่ะ

หลอนครับ แล้วคนอย่างนี้ใช่ไหมจะให้มาอบรมบ่มเพาะมาสั่งสอนอยู่น่ะ ไร้สาระ

เราเห็นกับสังคมไทย เราเห็นกับชาวพุทธ เราปกป้องไอ้ที่มิจฉาทิฏฐิความเห็นผิดให้เข้ามาชี้นำไม่ได้

แล้วถ้าชี้นำให้ถูกต้อง พุทโธ กรรมฐาน ๔๐ ห้อง ปัญญาอบรมสมาธิ แล้วถ้าจิตมันสงบเข้ามาให้มันสงบเข้ามา

สิ่งที่บอกว่าเหลือแต่รู้ เหลือแต่รู้ต้องมีสติ เรามีสติ เรามีสัมปชัญญะของเรา แล้วเหลือแต่รู้เกิดจากอะไร เกิดจากวิธีการใด แล้วเราจะทำวิธีการนั้น แล้วถ้าทำวิธีการนั้น กิเลสมันรู้เท่าแล้วมันจะสงบอีกไม่ได้ สงบอีกไม่ได้เพราะอะไร

เพราะว่าการทำความสงบ การฝึกหัดภาวนา นี่คือเครื่องมือ นี่คืออริยสัจ นี่คือการจะไปปราบปรามกิเลสในใจของตน

กิเลสมันครอบครองใจของมนุษย์มาไม่รู้แต่ดึกดำบรรพ์ขนาดไหน แล้วมันจะยอมให้ธรรมะแทรกเข้ามาในใจของบุคคลนั้น มันเป็นไปไม่ได้เลย แล้วมันเป็นไปได้ยากมาก

แต่ผู้ที่มีอำนาจวาสนา ใจของตนเป็นสิทธิของตน ใจของตนมันยิ่งใหญ่ของตน ใจของตนต้องมีอำนาจวาสนา ใจของตนนั้นต้องมีความมุ่งมั่น ใจของตนนั้นต้องมีวิธีการจะรักษา วิธีการที่จะต่อกรกับกิเลสของตน เวลาต่อกรๆ ต่อกรกับมันไป

เวลาพระพุทธศาสนาไง ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก รู้จำเพาะตน สันทิฏฐิโก แล้วคนอื่นมันจะรู้ได้อย่างไร รู้ได้ก็เพราะครูบาอาจารย์นี่รู้ รู้ได้เพราะครูบาอาจารย์บอกว่า ต้นคด มันไปตรงไม่ได้

เริ่มต้นด้วยความเหลวไหล เริ่มต้นด้วยการฉุดกระชากลากกันไป เริ่มต้นด้วยการเหยื่อชักนำกันไป

เฮ้ย! ปฏิบัติเพื่อเหยื่อหรือ ปฏิบัติเพื่อสังคมหรือ

มันปฏิบัติเพื่อความรู้แจ้งนะเว้ย มันไม่ได้ปฏิบัติอย่างนั้น

ฉะนั้น ไม่ต้องห่วงว่าไม่มีเพื่อน ไม่ต้องห่วงว่าไม่มีพรรคพวก เพราะพรรคพวกช่วยเอ็งไม่ได้หรอก เวลาภาวนา หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ จิตมึงเท่านั้น ตัวเองเท่านั้น ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนเท่านั้น

แล้วตนเท่านั้นแล้ว ต่อไปก็นี่ไง อาจารย์ไง ครูบาอาจารย์ที่ดีงามจะคุ้มครองดูแลให้เขาประพฤติปฏิบัติของเขาไป แล้วคุ้มครองดูแลโดยความเป็นธรรม ไม่ให้เล่ห์ให้เหลี่ยม ไม่ให้เหยียบย่ำ ไม่ให้ด้วยเล่ห์ด้วยกล

มันสอนด้วยเล่ห์ด้วยกล มันไม่ได้สอนด้วยธรรม มันเอาด้วยเล่ห์ ด้วยมนต์ด้วยคาถา มันไม่เอาความจริง เพราะมันไม่รู้ มันไม่รู้จริง มันไม่รู้จริงมันถึงกล้าพูดอย่างนั้น กล้าทำอย่างนั้น นี่พูดถึงว่าพวกที่ว่าด้วยเล่ห์ด้วยกล

ฉะนั้น สิ่งที่ว่าปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ใครก็ช่วยเราไม่ได้ คำว่า ช่วยเราไม่ได้” เห็นไหม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ชี้ทาง แล้วเราเป็นผู้ที่ปฏิบัติ แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ เป็นศาสดา เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ มันชอบธรรมอยู่แล้ว

แล้วถ้าครูบาอาจารย์เป็นธรรมๆ ท่านปกป้อง ท่านคุ้มครองลูกศิษย์นะ แต่ลูกศิษย์ไม่รู้ตัวหรอก แล้วลูกศิษย์ไม่รู้ด้วยว่าอะไรผิดอะไรถูก แต่ท่านก็พยายามจะรักษาแนวทางที่ถูกต้องนั้นไว้ ไอ้ที่ผิดๆ พยายามต้องคัดออก คัดออก คัดออก ปัดมันออกไป

เพราะต้นเหตุแห่งการบ้าคลั่ง ต้นเหตุแห่งการประพฤติปฏิบัติด้วยความเหลวไหล มันเป็นกระแสสังคม มันเป็นอุปาทานหมู่ มันบ้าบอคอแตก อยากได้ยศถาบรรดาศักดิ์ อยากได้หัวโขน อยากได้ตาลปัตรหลายๆ ใบใช่ไหม ไร้สาระมากนะ

ฉะนั้น คำว่า ไร้สาระมาก” เราทำของเรา ถ้าภาษาธรรมเรียกว่าเมตตา เมตตาชาวพุทธด้วยกัน ไม่ให้ใครเข้ามาชักนำให้เป็นพวกผีดิบ พวกเปรต พวกนรกจกเปรต ไม่เอา จบ

ถาม : ข้อ ๒๙๙๙. เรื่อง “พบผู้รู้”

ขอความเมตตาหลวงพ่อ หนูขออนุญาตกราบเรียนการภาวนาและถามคำถามเจ้าค่ะ

หนูภาวนาดูกาย ใจ และพิจารณาถึงจิตผู้รู้ ปัจจุบันมันชัดเจนยิ่งขึ้น หนูรู้ถึงความจริง เห็นจริงโดยธรรมชาติอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ขณะผู้รู้ที่รู้จริงนั้น ขณะนั้นไม่เห็นตัวตนของผู้รู้นั้น ขออนุญาตเรียกว่าจิต ซึ่งตั้งอยู่ด้วยสติ มองเห็นใจนึกคิดเสมือนดูหนังฟังวิทยุ และเห็นกายทั้งสามส่วน กาย ใจ และจิตผู้รู้ ผู้ดูอยู่ คือคนละส่วนกัน

ขอหลวงพ่อเมตตาชี้แนะแนวทางเพื่อให้เห็นความชัดเจนในการขาดแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิงทั้งสามส่วน

ตอบ : นี่คือคำถาม นี่ไง เห็นกาย เห็นจิต เห็นผู้รู้ มันแยกกันๆ

เวลาคนภาวนาไปๆ สิ่งที่เวลาคนที่มีอำนาจวาสนา เวลาจิตมันสงบแล้วมันก็ไปรู้ไปเห็นของมัน ถ้ารู้เห็นของมัน มันก็เป็นการเห็นชั่วครั้งชั่วคราว เวลาการประพฤติปฏิบัติ ถ้ารู้ได้อย่างนี้โดยครูบาอาจารย์ เก่งมากๆ

นี่เราก็บอกว่าเก่งมากๆ แต่ความเก่งมากๆ มันก็เห็นได้เป็นครั้งเป็นคราว คำว่า เป็นครั้งเป็นคราว” มันไม่ตลอดไปไง

สิ่งที่มันตลอดไป เห็นไหม ในทางอริยสัจนะ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ นิโรธ ขณะที่มันจะดับได้ ถ้าดับได้ มันจะดับด้วยอะไรล่ะ ดับด้วยมรรค ๘ แล้วมรรค ๘ สมบูรณ์ไหม ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ความชอบธรรม มันชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรม

ถ้าความชอบธรรม เห็นไหม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบ พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระอรหันต์ในสมัยพุทธกาลก็เห็นธรรมโดยชอบ เวลาชอบแล้วมันจะไปขัดไปแย้งกับพระพุทธเจ้าได้อย่างไร

“มันไม่มีขัดไม่มีแย้ง เราไม่มีขณะก็ได้ เราไม่ต้องทำอะไรก็ได้”

ไอ้นี่มันเพ้อเจ้อ มันเป็นจริงไปไม่ได้

แต่ไอ้นี่เวลามันรู้มันเห็น เห็นไหม เราก็จะบอกว่า เวลาครูบาอาจารย์ที่อบรมบ่มเพาะท่านสั่งสอนก็สั่งสอนคนที่มีกิเลส เวลามีกิเลสขึ้นมา เวลาปฏิบัติไป กิเลสของคนมันร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว ด้วยศรัทธา ด้วยความเชื่อของเรา ด้วยวาสนาของเรา เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติมันจะสงบลงได้ เวลาสงบลงได้ ถ้าคนมีวาสนามันก็รู้เห็นอย่างนี้ แต่เวลาคนที่ไม่มีอำนาจวาสนาเท่านี้นะ เวลาจิตสงบก็คือมันสงบไง มันก็มีความสุขเฉยๆ

แต่เวลาคนที่มันสงบแล้วมันไม่มีวาสนาพอ มันก็ออกรู้ ออกรู้มันก็ต้องยืนยันโดยตัวตนของตน เพราะตนเป็นผู้รู้ผู้เห็น เวลาผู้รู้ผู้เห็นขึ้นมาแล้วมันก็มหัศจรรย์ว่าจิตสงบแล้วไปรู้ไปเห็นอย่างนั้น ส่งออก

โดยธรรมชาติมันส่งออกทั้งนั้นน่ะ เพราะไม่ปฏิบัติมันส่งออกอยู่แล้ว ความคิดนี้ส่งออก เพราะความคิดไม่ใช่จิต จิตคือธาตุรู้ ธาตุรู้ถ้ามันรู้ตัวมันเองมันถึงมหัศจรรย์

ไอ้นี่มันรู้โดยผ่านขันธ์ ขันธ์คือผัสสะ ผัสสะกระทบกับอะไร ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เวลามันส่งออกไปมันก็ส่งออกไปเป็นธรรมชาติของมัน ศึกษาเล่าเรียนต่างๆ ก็ด้วยขันธ์ ๕ ของเรานี่แหละ ด้วยกายกับใจ ใจคือขันธ์ ๕ กายคือธาตุ ๔ เวลามันก็ส่งออกโดยธรรมชาติของมัน แล้วคนที่มีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหนมาเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา มันก็เป็นชาวพุทธ เวลาปฏิบัติขึ้นมาอยู่ที่อำนาจวาสนาของคนจะสูงจะต่ำขนาดไหน

ถ้าคนอำนาจวาสนาที่มันเบาบางนะ เวลาประพฤติปฏิบัติจะทุ่มเทขนาดไหนนะ มันก็ไม่เห็นได้อะไร ไม่เห็น มันเป็นอย่างนั้นน่ะ แต่ได้ ได้โดยบุญกิริยาวัตถุ เราเสียสละความสะดวกความสบาย เราเสียสละสิทธิพื้นฐานของเรา แล้วเรามานั่งสมาธิบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพูดกับพระอานนท์ไง

“อานนท์ เธอบอกเขานะ ให้ปฏิบัติบูชาเราเถิด ปฏิบัติบูชาเราเถิด”

การปฏิบัติบูชา เหมือนนักกีฬา นักกีฬาถ้าลงแข่งขันจะแพ้ จะแพ้ จะแพ้ มันก็ได้ลงแข่งขัน นี่การปฏิบัติๆ เราก็ได้ปฏิบัติของเรา เราได้เอากายของเราบูชาพระพุทธเจ้า ถ้ามันจะเป็นจริงเป็นจัง มันเป็นสมความปรารถนาของเรา จิตมันก็ได้สงบบ้าง ได้มีความสุขบ้าง แต่ถ้ามันไม่สงบ มันไม่มีความสุข เราก็ได้ยกกายกับใจเรานี้บูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เราไปทำบุญทำกุศลกันว่านั่นเป็นบุญๆ แล้วปฏิบัติบูชามันจะไม่เป็นบุญตรงไหน มันเป็นบุญกุศลอยู่แล้ว แต่บุญกุศลทำไมมันทุกข์ขนาดนี้ล่ะ บุญกุศลทำไมมันเจ็บมันปวด มันทุกข์มันยากขนาดนี้ล่ะ มันเจ็บมันปวด มันทุกข์มันยาก กรรมเก่า ใครสร้างเวรสร้างกรรมมามากน้อยขนาดไหนไง

แต่ผู้ถามเขามีวาสนาของเขา เห็นไหม “หนูพิจารณากายกับใจ จนเห็นกาย เห็นใจ เห็นจิต มันแยกเป็นสามส่วน ถ้าแยกเป็นสามส่วนแล้ว มันแยกแล้ว หนูอยากให้มันแยกเด็ดขาด”

นี่ เออ! มีวาสนาอยู่นิดหนึ่งที่ยังรู้ว่าไอ้ที่เห็นแยกมันเห็นโดยจิตมันรู้มันเห็นของมัน แต่มันไม่ใช่รู้เห็นด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา

จิตเห็นอาการของจิต จิตเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง มันพิจารณาแล้วมันเป็นไตรลักษณ์ ถ้าเป็นความคิดมันแยกออก รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

อารมณ์ความรู้สึกของคนประกอบไปด้วยรูป รูปคืออารมณ์ สิ่งที่มันแยกได้มันเวทนา ที่มันเป็นความรู้สึกขึ้นได้ก็เป็นสัญญา ที่มันเป็นสิ่งที่มันสืบต่อนั้นก็เป็นสังขารมันปรุง แล้วมันวิญญาณรับรู้ ถ้าจิตมันพิจารณาจิต จิตมันพิจารณาธรรม เวลามันแยกออกๆ อารมณ์นี้คลายออกหมดเลย แล้วคลายออกโดยมันรู้มันเห็นของมันนะ

เหมือนที่ว่าผู้ที่ประพฤติปฏิบัติเขาบอก เขาปอกหัวหอม หัวหอมมันเป็นชั้นๆๆ เวลาปอกผลไม้มันมีเปลือก มีเนื้อ ปอกมะพร้าวมันมีเปลือก มีกะลา มีเนื้อมะพร้าว มีน้ำมะพร้าว มีใจมะพร้าว มันปอกออก ปอกออก

ความคิดที่มันจับต้องของมันได้มันปอกออก ปอกออก เห็นไหม เขาไม่ใช่ดูเฉยๆ เขาไม่ได้คาดไม่หมาย

ไอ้ที่พูดนี่ คนที่เห็นจริงเขาเห็นจริงๆ นะ แต่เวลาอธิบายเป็นทฤษฎีแล้ว ไอ้คนฟังก็จินตนาการแล้ว แตกต่างแล้ว นี่มันแตกต่างอย่างนี้ไง

พูดถึงว่า สิ่งที่เป็นจริง รู้จริงเห็นจริง มันก็เป็นวาสนาของคนที่มันเห็นว่า กาย ใจ จิตแยกออก ต่างคนต่างอยู่ เห็นชัดๆ เลย

เห็นชัดๆ ก็เห็น ก็เห็นไง เห็นก็เห็น เห็นก็ส่งออกไง

แต่ถ้าจิตมันสงบระงับ ถ้ามันเห็นสติปัฏฐาน ๔ มันจับของมันไง แล้วถ้ามันเห็น มันไม่ใช่เห็นอย่างนี้ไง มันเห็นด้วยสติด้วยปัญญาไง ปัญญามันแยกแยะไง ปัญญามันเห็นว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นจากอะไร ตั้งอยู่ด้วยอะไร แล้วเวลามันแยกออก มันแยกออกอย่างไร เห็นไหม การพิจารณากายๆ นี่แหละ กายมันเป็นอย่างไร ทำไมมันถึงมีไตรลักษณ์ล่ะ แล้วไตรลักษณ์เป็นอย่างไร

ไอ้นี่พูดถึง เห็นไหม ฉะนั้น สิ่งที่ประพฤติปฏิบัติมามันเป็นกิริยา เป็นกิริยาของจิต เวลามันส่งออก มันส่งออกโดยธรรมชาติ เพราะจิตมันต้องส่งออกอยู่แล้ว ถ้าไม่ส่งออก พลังงานเราจะสื่อสารอะไรกัน

แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทวนกระแสกลับ มันกลับน่ะ แล้วเวลามันกลับ ภาวนามยปัญญา ปัญญาที่มันทวนกระแสกลับเข้าไปจับกิเลส แล้วเห็นกิเลส แตกต่างกันอย่างไร

นี่เวลามันเป็นจริงเป็นจัง เราพูดทุกที เพราะเราพูดถึงเป็นบุคลาธิษฐานไง ว่าหลวงตาพระมหาบัวท่านขึ้นไปหาหลวงปู่แหวน ท่านไปถามปัญหาอย่างนี้ แล้วหลวงปู่แหวนท่านตอบชัดเจน ผู้รู้กับผู้รู้ ปัญญาชนกับปัญญาชน พระอริยบุคคลกับพระอริยบุคคล เขารู้เหมือนกัน มันจะแตกต่างกันอย่างไร

ในวิชาชีพเดียวกัน มันแตกต่างกัน แสดงว่าเอ็งไม่รู้จริง นี่วิชาชีพนะ

นี่วิชาอริยสัจ วิชาแก้ทุกข์ แล้วแก้ทุกข์เหมือนกัน

ฉะนั้น คำถามไง “ขอหลวงพ่อเมตตาชี้แนวทางหรือให้ความชัดเจนในการขาด แยกออกจากกันชัดเจนโดยสิ้นเชิง”

สิ่งที่รู้ที่เห็นเป็นอดีตไปแล้ว กลับมาทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าใจสงบ เห็นกาย เห็นจิต จับกาย จับจิต จับแล้วแยก ถ้าจับกาย พิจารณากายให้เป็นไตรลักษณ์

มันต้องพิจารณาให้รู้คุณ รู้โทษ มันต้องเห็นโทษ เห็นคุณ แล้วมันเป็นไตรลักษณ์ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ ดับด้วยอริยสัจ สัจจะ งานชอบ ความชอบธรรม มันชัดเจนของมัน มันต้องมีความชัดเจน ชัดเจน

สิ่งที่เวลาพิจารณาไปแล้วมันปล่อย มันอะไร ถ้าเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง เวลามันปล่อยเป็นชั่วครั้งชั่วคราว นี่เขาเรียกว่าชั่วคราวๆ ชั่วคราวคือตทังปคหาน พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ ถ้าชั่วคราวๆ ถ้ามันสมบูรณ์แบบของมัน มันพิจารณาของมันได้ สมบูรณ์แบบคือสติ สมาธิ และปัญญา

แต่พอมันพิจารณาไปแล้วสมาธิมันจะอ่อนลงเป็นธรรมดา คนทำงานแล้วมันต้องล้า คนทำงานแล้วมันต้องใช้กำลังไปโดยธรรมชาติของมัน ถ้ามันอ่อนแล้วนะ มันไขว้เขวเลย ภาพไม่ชัดเจนแล้ว แล้วมันก็ต้องกลับมาทำความสงบของใจเข้ามา เวลาใจสงบแล้วกลับมาพิจารณากาย กายจะชัดเจนขึ้น

คือเหมือนรถ ถ้าเราได้ชาร์จไฟเต็ม วิ่งได้ ๖๐๐ กิโล แล้วถ้าแบตมันหมดจบครับ จบ พลังงานก็เหมือนกัน สมาธินี่ตัวพลังงานตัวสำคัญเลย เพราะมันขาดสมาธิ แต่รถมันจอดอยู่ไง มันเคยขับผ่านไปมันคิดแต่เรื่องเดิมๆ ไง ความจริงไม่มี ไม่มีหรอก

ถ้าเป็นความจริงมีนะ

“ให้หลวงพ่อชี้แนะแนวทาง”

ต้องทำความสงบของใจ ใจที่มันเห็นกาย เห็นจิต มันแยกกันนั่นน่ะ นั่นน่ะมันไปรู้ไปเห็น ไปรู้ไปเห็น เห็นโดยไม่มีเหตุผลใช่ไหม เห็นเฉยๆ เห็นนิมิตส่งออก ไม่มีเหตุผลอะไร

แต่ถ้ามันเห็นแล้วมันจับ จับ จับ จิตเห็นอาการของจิต

เพราะมันไม่รู้มันไม่เห็น มันไม่จับ ไม่มีจำเลย ไม่มีผู้เสียหาย ไม่มีเจ้าทุกข์ ไม่มีอะไรเลย คดีนี้เป่าพ่วงจบ คดีอะไรมาพ่วงจบ เฮ้ย! เขาอยู่กันอย่างไรวะโลกนี้

มีผู้เสียหาย มีจำเลย มีโจทก์ มีทุกอย่างพร้อม มีกิเลส

นี่ไง “กิเลสเป็นนามธรรม ไม่เคยเห็นมัน”

เห็น ยถาภูตัง กิเลสตาย เกิดญาณทัสสนะ ยถาภูตัง เวลากิเลสมันตาย อริยสัจนะ หลอกลวงกันไม่ได้ แล้วตนหลอกลวงตนมันเป็นไปได้อย่างไร ถ้าเป็นกิเลสมันยิ่งกว่าหลอก มันสร้างภาพหมดเลย กิเลสบังเงา เอาธรรมะมาอ้างอิง แล้วก็จินตนาการไป

“อ้าว! ก็เหมือนกัน พูดเหมือนกัน อาจารย์ลำเอียง จับผิดแต่คนอื่น ตัวเองก็พูดเหมือนกัน”

อ้าว! ก็พูดคำเดียวกัน กินก็กินด้วยกันนี่ไง แต่กินอะไรล่ะ กินธรรมหรือกินกิเลส กิเลสเต็มปากเต็มคำ กิเลสคือความไม่รู้ กิเลสคือเห็นแก่ตัว กิเลสคือไม่รับผิดชอบ

ธรรม สติ สมาธิ ปัญญาชัดเจนของเขา แล้วเขาทำของเขาด้วยอำนาจวาสนาของเขา

นี่พูดถึงว่า ขอหลวงพ่อแนะนำ

คำว่า แนะนำ” นะ ต้องทำความสงบของใจของเราให้มั่นคง มั่นคงเสร็จแล้วน้อมไป ถ้ารู้ถ้าเห็นตามความเป็นจริง

ไอ้ที่รู้ที่เห็นนี่มันรู้เห็นด้วยบุญด้วยบาป มันรู้เห็น เห็นไหม พิจารณาไปแล้วเห็นกาย มันเห็นด้วยบุญด้วยบาป

แต่ถ้าเห็นจริงๆ จับแล้วนะ มันสะเทือนกว่านี้ มันต้องสะเทือนใจของตน มันสะเทือนใจคือมันสะเทือนกิเลสไง ถ้าสะเทือนกิเลส มันเห็นกิเลสไง

จิตเห็นจิตเป็นมรรค ผลจากการพิจารณาๆ มันจะเป็นนิโรธ

จิตส่งออกทั้งหมดเป็นสมุทัย

ผลของการส่งออกเป็นทุกข์

จิตเห็นจิต จิตเห็นสติปัฏฐาน ๔ เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม เป็นมรรค

ผลจากจิตเห็นจิตเป็นนิโรธ

นิโรธ นิโรธคือดับทุกข์ นิโรธคือขาดโดยสิ้นเชิง ที่โยมถามมานี่ไง หลวงปู่ดูลย์สอน แต่คนไม่เป็นมันก็แต่งเติมเสริมต่อตามแต่กิเลสมันจะพอใจ กิเลสมันพอใจอย่างไรมันก็แต่งเติมเสริมต่อเป็นอุปาทานหมู่ มันไม่ตามข้อเท็จจริง

ข้อเท็จจริงไง จิตส่งออกเป็นสมุทัย ส่งออกทั้งนั้น สมาธิทำให้เป็นตัวตน มันจะไม่ส่งออก

ผลของส่งออกเป็นทุกข์ เพราะจิตส่งออก

จิตเห็นจิตมันส่งไปที่สติปัฏฐาน ๔ มันใช้กำลังของมัน พิจารณาของมัน จิตเห็นจิตเป็นมรรค เป็นมรรคก็เป็นภาวนามยปัญญา

ผลจากจิตเห็นจิตเป็นนิโรธ คือมันขาด ขาดที่โยมถามมา ที่มีความต้องการ มีความต้องการให้ขาดโดยสิ้นเชิงไง การสิ้นเชิงคือสมุจเฉทปหาน

ชั่วคราว ชั่วคราว ชั่วคราว กิเลสครึ่งหนึ่ง ธรรมะครึ่งหนึ่ง ชั่วคราว ชั่วคราว ชั่วคราว แล้วเดี๋ยวธรรมะก็เสื่อมลงๆ กลายเป็นกิเลสทั้งดุ้น กิเลสทั้งแท่ง แล้วจะเป็นกิเลสหมดเลย แล้วก็พร่ำเพ้อละเมอเพ้อพก “ไม่ต้องมีขณะก็ได้”

ไม่มีขณะก็ไม่มีนิโรธ ไม่มีขณะก็ไม่สมุจเฉทปหาน มันก็ไม่เด็ดขาดโดยสิ้นเชิงไง ถ้าขณะจิตนิโรธดับทุกข์โดยสิ้นเชิง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบ โดยชอบธรรม เอวัง